บทที่ 14 ใจที่บิดเบี้ยว
ชีคอาดิลเอ่ยถามเสียงเรียบเยียบเย็นขณะจรดปากกาเซ็นเอกสาร โดยไม่เงยหน้าขึ้นมองสายลับที่คุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะทำงาน
"เอ่อ... มิได้พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท" องครักษ์ก้มหน้า ตอบเสียงตะกุกตะกัก "นาง… ไม่เพียงไม่หลั่งน้ำตา แต่ยังช่วยกู้วิกฤตเอาไว้ได้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
"...?" อาดิลชะงักปลายปากกา ตวัดสายตาดุดันขึ้นมองทันที "วิกฤตอะไร?"
"ท่อส่งน้ำในคอกม้าแตก ทำให้ม้าทรงไม่มีน้ำดื่ม แต่นาง... เอ่อ... นางใช้ความสามารถของนางซ่อมท่อน้ำจนกลับมาใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ ม้าทุกตัวปลอดภัยและได้ดื่มน้ำแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
อาดิลนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ นัยน์ตาคมกริบหรี่แคบลง
ปึก!
ปากกาทองคำในมือถูกกระแทกลงบนแฟ้มเอกสารอย่างแรง
"ไปลากตัวนางมาเดี๋ยวนี้..." เจ้าชายหนุ่มเค้นเสียงลอดไรฟันพร้อมกับส่งรังสีหงุดหงิดแผ่ซ่านไปทั่วห้องทำงาน "ลากมาทั้งสภาพนั้นแหละ!"
ไม่กี่นาทีต่อมา บานประตูไม้โอ๊กบานใหญ่ก็ถูกเปิดออก
มิราถูกทหารยามผลักเข้ามาในห้องทำงานหรูหรา หญิงสาวเสียหลักเล็กน้อยแต่ก็ฝืนยืนหยัดได้ สภาพของเธอมอมแมมเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนและฝุ่นฟาง กลิ่นเหม็นสาบฉุนกึกของคอกม้าลอยเตะจมูก ขัดกับพรมเปอร์เซียราคาแพงและกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในห้องอย่างรุนแรง
แต่อาดิลกลับนั่งนิ่ง ไม่แม้แต่จะแสดงออกทางสีหน้า นัยน์ตาคมกริบกวาดมองร่างบอบบางที่ยืนหอบหายใจอยู่กลางห้องอย่างเย้ยหยัน
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวล้วงกระเป๋าอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหา เบียดคุกคามเข้ามาใกล้จนปลายรองเท้าบูตแทบจะชนกับเท้าของเธอ ร่างสูงโน้มใบหน้าลงมา ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างที่มุมปาก
มือหนาเอื้อมมาเชยคางมนที่เปื้อนคราบดินให้เงยขึ้นสบตา นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยไล้คราบโคลนบนพวงแก้มใสเบาๆ อย่างจาบจ้วง
"เก่งนี่..." อาดิลเอ่ยขึ้นทอดจังหวะเนิบนาบ สายตาพราวระยับ "เอาตัวรอดจากคอกม้าสกปรกมาได้... แถมยังทำตัวเป็นวีรสตรีช่วยกอบกู้คอกม้าหลวง…"
อาดิลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวแก้มของมิรา "คิดว่าฉันจะต้องทึ่งในความสามารถ แล้วยอมลดโทษเธอให้งั้นเหรอ?"
เจ้าชายหนุ่มแค่นหัวเราะหยันในลำคอ ปล่อยมือจากคางของเธอแล้วเปลี่ยนเป็นยืนกอดอก ก้มมองลงมาด้วยสายตาของราชสีห์
"อุตส่าห์ส่งไปคลุกขี้ม้า แต่ดูท่า… ความเย่อหยิ่งของเธอจะไม่ลดลงเลยนะ มิรา"
อาดิลเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะเยาะ ก่อนจะกลับมาหยุดยืนประจันหน้า ร่างสูงโน้มลงมาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมบุรุษราคาแพงที่กลบกลิ่นเหม็นสาบม้าไปจนหมดสิ้น
"ความรู้ปริญญาวิศวกรที่พ่อเธอทุ่มเงินส่งเสีย..." เขาจงใจลากเสียงยาว ปลายนิ้วแกร่งเอื้อมไปเกี่ยวปอยผมที่หลุดลุ่ยเปื้อนโคลนของเธอขึ้นมาทัดหูให้อย่างเบามือ พร้อมกับส่งสายตาเชือดเฉือน "สุดท้ายมันก็มีค่าแค่เอามาใช้ซ่อมคอกม้าให้ฉันนี่แหละ!"
อาดิลผละมือออก ก่อนจะขยับสืบเท้าเข้าประชิดตัวจนมิราผงะถอยกรูด แต่เขากลับคว้าต้นแขนบางเอาไว้แน่น นิ้วชี้อีกข้างเคาะลงบนขมับที่ชื้นเหงื่อของเธอเบาๆ
"จำใส่สมองไว้ซะ...มิรา ต่อให้เธอเอาตัวรอดเก่งแค่ไหน แต่เชลย มันก็คือเชลยอยู่วันยันค่ำ"
มิราสูดลมหายใจเข้าลึก ยกหลังมือขึ้นปาดคราบดินที่ข้างแก้มออกลวกๆ ก่อนจะยืดหลังเชิดหน้าขึ้นสบตากับอาดิลอย่างไม่สะทกสะท้าน
"ใช่ค่ะ... ความรู้ของฉัน มันมีค่าแค่ใช้ซ่อมท่อน้ำในคอกม้าแค่นั้นแหละ..."
มิราเอ่ยขึ้นตอบโต้ "เพราะมันคงใช้ซ่อมจิตใจที่บิดเบี้ยวผิดมนุษย์ของคุณไม่ได้"
ปัง!!!
อาดิลฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะทำงานข้างตัวเสียงดังสนั่นหวั่นไหว! เขาก้าวเข้าประชิดตัวอย่างคุกคามจนมิราผงะถอยหลังหนี แผ่นหลังบางชนกึกเข้ากับชั้นหนังสือไม้สลักจนหมดทางหนี
"ปากดีนักนะ!!"
เสียงทุ้มคำรามลอดไรฟัน ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดใบหน้าหวานขณะที่เขาก้มหน้าลงมาจ้องเขม็ง "มาดูกัน... ว่าความฉลาดอวดดีของเธอ จะช่วยให้เธอรอดคืนนี้ไปได้ไหม"
สิ้นคำรามดุดัน อาดิลก็ผละออกจากร่างบาง หันขวับไปทางประตูพร้อมตวาดลั่นเสียงก้องห้องทำงาน
"ทหาร! เข้ามาลากตัวผู้หญิงคนนี้ออกไป!"
ทหารยามร่างยักษ์สองนายผลักประตูตรงเข้ามา ก่อนจะกระชากแขนทั้งสองข้างของมิราอย่างแรงจนร่างบอบบางที่เหนื่อยล้าแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น แต่เธอกลับกัดฟันแน่น ดิ้นรนออกแรงสะบัดแขนสุดแรงเกิด
"ไม่ต้องมาแตะต้องตัวฉัน! ฉันมีขา ฉันเดินเองได้!"
มิราตวาดใส่ทหารยาม ก่อนจะตวัดสายตาชิงชังจ้องหน้าเจ้าชายหนุ่ม
"คนขี้ขลาดอย่างคุณ... ทำได้แค่ใช้อำนาจกดหัวคนอื่นเท่านั้นแหละ! ต่อให้คุณจะทรมานฉันให้ตาย... คุณก็ไม่มีวันได้เห็นน้ำตาฉันสักหยด อาดิล!"
อาดิลขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ก่อนจะกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ดี! เก่งดี! งั้นมาดูกัน... ว่าปากดีแบบเธอ จะทนความหนาวเหน็บได้นานสักแค่ไหน!" เขาหันไปสั่งทหารเสียงเฉียบขาด "พานางไปที่สระน้ำพุกลางลานพระราชวัง... โยนนางลงไป แล้วห้ามขึ้นมาเด็ดขาดจนกว่าฉันจะสั่ง!"
